การปรุงยาสมุนไพร

                   การปรุงยา     เป็นการสกัดเอาตัวยาออกจากพืชให้มากที่สุด โดยใช้น้ำ น้ำมัน หรือเหล้า ด้วยวิธีการต้ม ชง ดอง ฝน บดเป็นผง ปั้นเป็นลุกกลอน   ตำคั้นเอาน้ำ เป็นต้น

               ยาต้ม       เป็นการปรุงสมุนไพรด้วยความร้อนที่ใช้น้ำ เป็นตัวทำละลาย เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดวิธีหนึ่ง

               การเตรียมยา       ถ้าเป็นเนื้อไม้มีขนาดใหญ่ควรหั่น         ถ้าเป็นแก่นควรผ่า และหั่นเป็นชิ้นเล็กๆให้มีขนาดเท่าๆกัน เพื่อให้ตัวยาละลายออกได้ดีขึ้น ถ้าเป็นใบใหญ่ ควรหั่นเป็นฝอย ถ้าใบเล็กก็ใช้ต้มได้ทันที ถ้าเป็นไม้เล็กใช้ทั้งต้น   ควรมัดขดก็ได้ภาชนะที่ใช้   นิยมใช้หม้อดินเผาหรือหม้อเคลือบไม่นิยมใช้ภาชนะโลหะ เพราะตัวยาจะทำปฏิกิริยากับโลหะ

               การใช้น้ำ   ควรเป็นน้ำสะอาด ไม่มีสี กลิ่น และรส       ปริมาณที่ใช้ขึ้นกับปริมาณยา โดยปกติจะใส่น้ำให้ท่วมตัวยาไว้ คะเนว่าพอต้มเสร็จระดับน้ำก็อยู่เสมอตัวยาพอดี ถ้ายาลอยก็กดให้จม

               การต้ม       หลังจากเติมน้ำแล้วคนตัวยาให้เข้ากัน แช่ทิ้งไว้ประมาณ 20-30นาที ให้ยาดูดน้ำเต็มที่เสียก่อน ใช้ไฟปานกลางต้มให้เดือด เมื่อยาเดือดก็ลดไฟอีกประมาณ 15-20นาที คนสม่ำเสมออย่าให้ตัวยาไหม้   ยาต้มควรรับประทานให้หมดภายในวันเดียว ถ้าเป็นยาหม้อใหญ่ต้องต้มทิ้งไว้ข้ามวัน ต้องอุ่นทุกเช้า-เย็น   ไม่ให้ยาบูดเสีย

              ข้อดีของยาต้ม         เตรียมง่าย สะดวกสะอาด         ปลอดภัยยาดูดซึมง่าย   ออกฤทธิ์ได้เร็ว     ข้อเสียของยา   เก็บไม่ได้นาน   รสชาติและกลิ่น     ทำให้รับประทานยาก

              ยาชง      ใช้สมุนไพรแห้ง เติมด้วยน้ำร้อนเป็นตัวทำละลาย ขับยาจากใบ ดอก ไม่ต้องต้ม   การชงต้องใช้สมุนไพรที่สะอาดผึ่งลมให้แห้งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆบางๆ(บางชนิดต้องย่างไฟหรือคั่วให้หอมเสียก่อน) เติมน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้ประมาณ   3-5 นาทีให้ตัวยาออกเต็มที่อย่าชงทิ้งไว้นานเกินไป   ข้อดีของยาชงคือ ตัวยาดูดซึมง่ายยามีกลิ่นหอม รสชาติดี

             ยาดองเหล้า   เป็นการปรุงยาโดยใช้เหล้าเป็นตัวทำละลายสกัดตัวยาออกมา   มักใช้กับตัวยาที่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์   การเตรียมยา ล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากหรืออบแห้งดีแล้ว ใส่ลงในขวดโหลที่ใช้ดองเติมเหล้า( เหล้าโรง หรือเหล้าป่า) จนท่วมยาทิ้งไว้ 7 วันถึง 1เดือน (แล้วแต่ชนิดของยา) รินเอามาทานได้

ยังมีการที่เรียกว่า “ดองแบบร้อน” เพื่อทำให้ยาใช้ได้เร็วขึ้น ทำได้คือเมื่อเติมเหล้าเสร็จ   ก็เอาโหลยาดองวางลงในหม้อที่ใส่น้ำไอประมาณ   ต้มจนน้ำเดือดก็เอาโหลยาดองขึ้น ทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ก็ทานได้หรือใช้วิธีตากแดด วันละครั้ง

ข้อห้ามใช้   ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยที่แพ้เหล้า

            ยาผง ได้จากสมุนไพรที่ล้างสะอาดแล้ว นำไปอบ หรือตากให้แห้งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปบดเป็นผง ควรบดให้ละเอียดที่สุด ตัวยาจะดูดซึมได้ดี เร็วการรับประทาน ใช้ครั้งละ ½-1 ช้อนชาละลายน้ำสุกพอรับประทาน   ถ้ายาใดกินยากก็ปั้นเป็นเม็ดโดยใช้น้ำข้าว น้ำเชื่อม น้ำผึ้งเป็นตัวประสานให้เป็นเม็ด

             ยาลูกกลอนน้ำผึ้ง     เป็นการปรุงยาโดยใช้ยาผงผสมกับน้ำผึ้ง   ปั้นให้เป็นเม็ด มีลักษณะกลม การแตกตัวช้าออกฤทธิ์ได้นาน มักใช้รักษาโรคเรื้อรัง หรือโรคที่ต้องการบำรุง

            การเคี่ยวน้ำผึ้ง     เป็นขั้นตอนที่สำคัญความร้อนจะช่วยฆ่าเชื้อโรคและไล่น้ำที่มีอยู่ในน้ำผึ้งออก ทำให้ยาลูกกลอนไม่ขึ้นราสามารถเก็บไว้ได้นาน     นิยมใช้ภาชนะทองเหลืองเทน้ำผึ้งลงไปประมารน้ำหนักเท่ากับผงยาที่ใช้   นำภาชนะขึ้นตั้งไฟ ช่วงแรกใช้ไฟร้อน พอน้ำผึ้งเดือดให้ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวจนน้ำผึ้งได้ที่ ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีสังเกตที่ฟอง ถ้าฟองยุบแสดงว่าได้ที่แล้ว  

            การผสมน้ำผึ้งกับยา เทยาผงลงในภาชนะมี่ผสม   ราดน้ำผึ้งลงไปบนผงยา   คลุกเคล้ายาไปเรื่อย ๆจนน้ำผึ้งหมด   คลุกเคล้ายาต่อไปอีกจนยากับน้ำผึ้งเข้ากันดี   จับตัวกันเหนียว สังเกตได้จากยาไม่ติดมือ และเมื่อปั้นเม็ดยาแล้ว ทดลองบีบดูยาจะไม่แตกร่วน ปั้นให้ได้ขนาดและผึ่งแดดอีกครั้งก่อนนำเก็บเข้าภาชนะ

            ยาคั้นเอาแต่น้ำ   ใช้สมุนไพรมาตำให้ละเอียดที่สุด   คั้นเอาแต่น้ำมาใช้   กากทิ้งไป   ส่วนมากเป็นพืชที่มีน้ำมาก   อ่อนนุ่ม     ตำให้แหลกง่าย น้ำยาที่ได้กลิ่นรสรุนแรงยาเข้มข้นมาก ควรใช้แต่น้อย ครั้งละ 1 ถ้วยชา

            ยาฝน   ใช้ขันใส่น้ำสะอาดลงไป   จุ่มหินลับมีดขนาดเล็กลงไปในน้ำให้หินโผล่เหนือน้ำเล็กน้อย ฝนยากับหินลับมีดจนได้น้ำยาสีขุ่นข้นเล็กน้อยรับประทานครั้งละ 1 แก้ว

            ยาพอก   เป็นยาใช้ภายนอก เตรียมโดยใช้สมุนไพรสดมาตำให้ละเอียด ผสมเหล้าเป็นน้ำกระสายยา เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ดีขึ้น   คนให้เข้ากันจากนั้นนำไปพอกอวัยวะที่ต้องการรักษา

              โรคหรืออาการที่แนะนำให้ใช้ยาสมุนไพร

            เป็นโรคที่มีอาการเบื้องต้น พบได้บ่อยๆ อาการไม่รุนแรงนัก ได้แก่ ***อาการท้องผูก       **   อาการท้องเสียแบบไม่รุนแรง **   อาการท้องอืด     เฟ้อ แน่นจุกเสียด   **   บิด       **คลื่นไส้อาเจียน**      **ไข้   ** พยาธิลำไส้** อาการไอ **มีเสมหะมาก ** อาการขัดปัสสาวะ ** ปัสสาวะกะปริบกะปรอย-**อาการนอนไม่หลับ   ** อาการเคล็ดขัดยอก ** -อาการแพ้   **-อักเสบ   ถูกแมลงมีพิษ   สัตว์ กัด ต่อย   ฝี แผล ผุพองชันนะตุ**โรคกลาก**โรคเกลื้อน**-แผลไฟไหม้     ถูกน้ำร้อนลวก**เหา   หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วันควรปรึกษาแพทย์

              โรคและอาการที่ไม่ควรใช้สมุนไพร

             เป็นโรคที่มีอาการรุนแรง ใช้ยาสมุนไพรอาจเกิดอันตรายได้     ได้แก่**** ไข้สูง   ตาแดง     ปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึม มีอาการแพ้   ** -ไข้สูง มีอาการอ่อนเพลียมาก ตัวเหลือง มีอาการเจ็บชายโครง     *****     -อาเจียนหรือไอเป็นเลือด***-ท้องเดินอย่างรุนแรง อุจารระเป็นน้ำ ถ่ายบ่อยมาก   มีอาการอ่อนเพลียจัด*****-มีอาการตกเลือดสดๆ ไม่ว่าจากอวัยวะส่วนใด ***                  -ปวดท้องหรือปวดในช่องท้องอย่างรุนแรง มีอาการไข้ และคลื่นไส้อาเจียน และมีอาการปวดท้องบ่อยๆมาก่อน *****-ปวดบริเวณสะดือ     หน้าท้องแข็ง   ถ้าเอามือกดจะปวดมากขึ้น ท้องผูกมีไข้เล็กน้อย****-เด็กอายุต่ำกว่า 12ปี มีไข้สูง มีไอ   หายใจมีเสียงผิดปกติ   บางครั้งมีอาการหน้าเขียว   อาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์     ไม่ควรซื้อยามากินเองหรือใช้สมุนไพรเป็นอันขาด

           อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร

          1.มีผื่นตามผิวหนังเป็นปื้น เป็นตุ่มเล็กๆเป็นตุ่มโต หรือเป็นเม็ดแบนๆ อาจบวมที่ตา หรือริมฝีปาก

          2.มีอาการเบื้ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน

         3.หูอื้อ ตามัว ชาตามลิ้น หรือตามผิวหนัง

         4.ใจสั่น ใจเต้น หรือมีอาการคล้ายกับหัวใจจะหยุดเต้นและเป็นบ่อยๆ

         5.ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง

         6.ประสาทรับความรู้สึกทำงานไวผิดปกติเช่นถูกผิวหนังรู้สึกเจ็บ เป็นต้น

          หากมีอาการดังกล่าวควรงดรับประทานยาสมุนไพร หากหยุดแล้วอาการหายอาจทดลองใช้อีก แต่ถ้าเกิดอาการเดิมอีกควรหยุดยาอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าแพ้อย่างรุนแรงควรปรึกษาแพทย์

            สิ่งควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพร

         1.ยาใดไม่เคยรับประทานมาก่อน ควรเริ่มจากขนาดน้อยๆก่อน หากรับประทานแล้วไม่เกิดอาการผิดปกติหรืออาการแพ้ จึงรับประทานตามขนาดที่กำหนด

        2.อย่าใช้ยาเข้มข้นเกินขนาดที่กำหนด เช่นยาระบุว่าใช้ต้มรับประทานต่างน้ำ   ก็ไม่ใช้วิธีต้มเคี่ยวรับประทาน

       3.ผู้ที่อ่อนเพลียมาก เด็ก คนชรา ห้ามใช้ยา เพราะความต้านทานของร่างกายมีน้อยกว่าคนปกติ อาจเกิดพิษได้ง่าย

       4.หากรับประทานยาแล้วหนึ่งวัน อาการยังไม่ดีขึ้นควรเปลี่ยนยา   ส่วนโรคเรื้อรัง เช่น หืด โรคกระเพาะ ฯลฯ ให้ใช้ยาประมาณ 1 สัปดาห์ หากอาการไม่ดีขึ้นควรเปลี่ยนยา

       5.ก่อนใช้ยาต้องรู้ข้อห้ามในการใช้เสียก่อนเพื่อความปลอดภัย เช่นหญิงมีครรภ์ ห้ามรับประทาน   ผู้เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตต่ำห้ามใช้เป็นต้น